ติดตั้งระบบสปริงเกอร์ดับเพลิง มีขั้นตอนอย่างไร ตั้งแต่ออกแบบจนทดสอบระบบ
ระบบสปริงเกอร์ดับเพลิง หรือ Fire Sprinkler System เป็นหนึ่งในระบบป้องกันอัคคีภัยเชิงรุกที่มีบทบาทสำคัญต่ออาคาร โรงงาน โกดัง สำนักงาน โรงแรม ห้างสรรพสินค้า และ สถานประกอบการประเภทต่าง ๆ โดยระบบมีหน้าที่ตรวจจับความร้อนจากเหตุเพลิงไหม้ และ ปล่อยน้ำออกมาเพื่อควบคุมหรือ ระงับไฟบริเวณที่เกิดเหตุ ก่อนที่เพลิงจะลุกลามไปยังพื้นที่อื่น ซึ่งหลายๆคนอาจเข้าใจว่าการติดตั้งระบบสปริงเกอร์ คือการนำหัวสปริงเกอร์มาติดบนเพดาน ต่อท่อเข้ากับปั๊มน้ำ แล้วจบกระบวนการ แต่ในความเป็นจริง ระบบสปริงเกอร์เป็นระบบวิศวกรรมที่ต้องผ่านการออกแบบ คำนวณ ติดตั้ง ตรวจสอบ และ ทดสอบอย่างเป็นขั้นตอน การออกแบบที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้ปริมาณน้ำไม่เพียงพอ แรงดันไม่ถึงจุดที่ต้องการ หรือหัวสปริงเกอร์กระจายน้ำไม่ครอบคลุมพื้นที่ ดังนั้นบทความนี้จะอธิบายขั้นตอนเหล่านี้อย่างละเอียด เพื่อให้เจ้าของอาคาร ผู้รับเหมา ผู้ดูแลโรงงาน และ ผู้ที่เกี่ยวข้องเห็นภาพรวมของการใช้บริการรับติดตั้งสปริงเกอร์ดับเพลิงอย่างถูกต้อง
การสำรวจพื้นที่ และ การเก็บข้อมูลขั้นต้นก่อนติดตั้งระบบสปริงเกอร์ดับเพลิง
ขั้นตอนแรกสุดของการทำงานวิศวกรรม คือการรวบรวมข้อมูลทางกายภาพ และ ปัจจัยเสี่ยงของอาคาร เพื่อนำไปใช้ออกแบบได้อย่างถูกต้อง
การจัดระดับความเสี่ยงของพื้นที่ ตามมาตรฐาน NFPA 13 การเลือกหัวสปริงเกอร์ อัตราการไหลของน้ำ และ อัตราการหนาแน่นของการฉีดน้ำ จะขึ้นอยู่กับระดับความอันตรายของพื้นที่ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก:
- พื้นที่อันตรายน้อย : ปริมาณเชื้อเพลิงต่ำ ความต้านทานการไหม้ต่ำ เช่น สำนักงาน โรงเรียน โรงพยาบาล อาคารพักอาศัย
- พื้นที่อันตรายปานกลาง : Group 1 ปริมาณเชื้อเพลิงปานกลาง ความสูงการกองเก็บไม่เกิน 2.4 เมตร เช่น อู่ซ่อมรถ โรงงานผลิตอาหาร ร้านค้า และ Group 2 ปริมาณเชื้อเพลิงปานกลางถึงสูง ความสูงการกองเก็บไม่เกิน 3.7 เมตร เช่น โรงงานไม้ โรงงานสิ่งทอ คลังสินค้าทั่วไป
- พื้นที่อันตรายมาก: Group 1 มีของเหลวติดไฟ ปริมาณเชื้อเพลิงสูงมาก เช่น โรงพิมพ์ โรงงานผลิตพลาสติก และ Group 2 มีการใช้สารเคมี หรือ ของเหลวติดไฟเข้มข้น เช่น โรงงานพ่นสี อุตสาหกรรมปิโตรเคมี
การติดตั้งระบบสปริงเกอร์หน้างาน
กระบวนการติดตั้งต้องดำเนินการโดยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญภายใต้การควบคุมของวิศวกรวิชาชีพ และ ต้องทำตามแบบช้อปดรออิ้ง ที่ผ่านการอนุมัติแล้ว
1.การติดตั้งห้องเครื่องปั๊มน้ำดับเพลิง
-ติดตั้งฐานคอนกรีตสำหรับรองรับ Fire Pump, Diesel Pump และ Jockey Pump
-เดินท่อ Suction (ทางดูด) และ Discharge (ทางส่ง) พร้อมติดตั้ง Flexible Joint, Strainer และ Check Valve
-ติดตั้งตู้ควบคุมปั๊มน้ำดับเพลิงที่ได้มาตรฐาน UL/FM
-เดินท่อทดสอบปั๊ม ออกไปภายนอกอาคาร
2.การติดตั้งวาล์วสัญญาณแจ้งเหตุ
-ติดตั้งวาล์ว Alarm Check Valve ที่ต้นทางของท่อประธานของแต่ละอาคาร หรือ แต่ละโซน
-ติดตั้งสวิตช์แรงดัน และ กระดิ่งลมสัญญาณเตือน
-ติดตั้งวาล์วทดสอบการไหลของน้ำไว้ที่ปลายสายของโซนนั้นๆ
3.การเดินท่อ และ การเชื่อมต่อท่อ
-การเชื่อมต่อท่อเหล็ก:
ท่อขนาดเล็ก (≤ 2 นิ้ว): นิยมใช้การสต๊อกเกลียว
ท่อขนาดใหญ่ (≥ 2.5 นิ้ว): นิยมใช้ระบบร่องรัดล็อก เพื่อความรวดเร็ว ลดความเสี่ยงอัคคีภัยจากการเชื่อม และ รองรับการยืดหดตัวของท่อ หรือ ใช้วิธีการเชื่อมไฟฟ้า โดยช่างที่ผ่านการทดสอบฝีมือ
-การติดตั้งที่แขวน และ รองรับท่อ :
ติดตั้งระบบแขวนท่อตามระยะมาตรฐาน NFPA 13 (เช่น ทุกระยะไม่เกิน 3.0 - 4.5 เมตร ขึ้นอยู่กับขนาดท่อ)
ติดตั้งค้ำยันรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว สำหรับอาคารในพื้นที่เสี่ยงภัย
4.การติดตั้งหัวสปริงเกอร์
-ตัดแต่งท่อย่อยให้ได้ระดับกับระดับฝ้าเพดาน
-ใส่ถ้วยฝาครอบ เพื่อความสวยงาม
-พันเทปพันเกลียว หรือ น้ำยาประสานเกลียว แล้วใช้ประแจเฉพาะสำหรับหัวสปริงเกอร์ ในการขันเข้ากับท่อ ห้ามใช้จับที่เปาะแก้วเด็ดขาด
การทดสอบระบบ และ การตรวจสอบคุณภาพ
หลังจากการติดตั้งโครงสร้างท่อ และ อุปกรณ์เสร็จสิ้น ต้องดำเนินกระบวนการทดสอบ และ ตรวจสอบคุณภาพอย่างเคร่งครัด ก่อนที่จะเปิดใช้งานระบบจริง
1.การล้างทำความสะอาดภายในท่อ
ก่อนใส่หัวสปริงเกอร์ปลายสาย ต้องทำการไล่น้ำออกจากท่อด้วยความเร็วสูงเพื่อล้างเศษกรวด เศษเหล็ก คราบน้ำมัน หรือ เศษเทปพันเกลียวที่อาจตกค้างอยู่ในท่อออกให้หมด ป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมไปอุดตันหัวสปริงเกอร์เมื่อเกิดเหตุจริง
2.การทดสอบแรงดันน้ำในท่อ
-ทำการปิดปลายท่อทั้งหมด แล้วอัดน้ำเข้าสู่ระบบจนได้แรงดัน 200 PSI (ประมาณ 13.8 บาร์) หรืออย่างน้อย 1.5 เท่าของแรงดันใช้งานจริง
-รักษาระดับแรงดันไว้อย่างน้อย 2 ชั่วโมง (120 นาที)
-เกณฑ์ผ่าน: แรงดันต้องไม่ตก และ ไม่พบการรั่วซึมตามข้อต่อ วาล์ว หรือ รอยเชื่อมใดๆ ตลอดระยะเวลาการทดสอบ
3.การทดสอบอุปกรณ์สัญญาณเตือน และ สวิตช์การไหล
-เปิดวาล์วทดสอบของชุด Inspector's Test Connection (ITC) เพื่อจำลองสถานการณ์หัวสปริงเกอร์แตก 1 หัว
-สวิตช์การไหลของน้ำ ต้องส่งสัญญาณเตือนไปที่ตู้ควบคุมแจ้งเหตุเพลิงไหม้ภายในเวลาที่กำหนด (ปกติไม่เกิน 30-90 วินาที)
-สวิตช์แรงดันต้องส่งสัญญาณให้กระดิ่งลมดังกังวาน
4.การทดสอบสมรรถนะปั๊มน้ำดับเพลิง
ทดสอบประสิทธิภาพการทำงานของปั๊มน้ำดับเพลิงตามมาตรฐาน NFPA 20 โดยทดสอบ 3 สภาวะหลัก ได้แก่
-Shut-off / No Flow Condition (0% Flow): วัดแรงดันขณะปิดวาล์วทางส่ง แรงดันต้องไม่เกิน 140% ของ Rated Pressure
-Rated Capacity Condition (100% Flow): วัดอัตราการไหล และ แรงดันที่สภาวะการทำงานปกติ ปั๊มต้องจ่ายน้ำ และ แรงดันได้ตามสเปกที่ออกแบบ
-Peak Capacity Condition (150% Flow): เร่งปั๊มไปที่ 150% ของอัตราการไหลปกติ แรงดันทางส่งต้องไม่ตกต่ำกว่า 65% ของ Rated Pressure
การติดตั้งระบบสปริงเกอร์ดับเพลิง เป็นงานที่ต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การสำรวจพื้นที่ ประเมินความเสี่ยง กำหนดมาตรฐาน ออกแบบหัวสปริงเกอร์ ออกแบบท่อ คำนวณ Hydraulic Calculation เลือก Fire Pump และ ถังเก็บน้ำ ไปจนถึงการติดตั้ง ทดสอบ และ ส่งมอบระบบ สุดท้าย ระบบสปริงเกอร์ที่ดีไม่ใช่ระบบที่ดูสวยที่สุดหรือมีอุปกรณ์จำนวนมากที่สุด แต่คือ ระบบที่ได้รับการออกแบบให้เหมาะกับความเสี่ยงของอาคาร ติดตั้งถูกต้อง ตรวจสอบได้ และ พร้อมทำงานเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้จริง ดังนั้นหากสนใจระบบสปริงเกอร์ดับเพลิงเราขอแนะนำ บริษัท เอโอวี เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทรับติดตั้งระบบดับเพลิงครบวงจร ที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์มากกว่า 20 ปี เราเชี่ยวชาญในการติดตั้งระบบดับเพลิงทุกประเภท ทั้ง ระบบ Fire Alarmระบบดับเพลิงอัตโนมัติด้วยแก๊ส CO2 ระบบดับเพลิงอัตโนมัติด้วยน้ำ และ ระบบดับเพลิงอัตโนมัติด้วยโฟม ทีมช่างของเอโอวี เอ็นจิเนียริ่งได้รับการอบรมจากผู้เชี่ยวชาญมีทักษะ และ ประสบการณ์สูง จึงมั่นใจได้ว่าระบบดับเพลิงที่ติดตั้งจะมีประสิทธิภาพ และ ปลอดภัย
ติดต่อสอบถาม
บริษัท เอโอวี เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
21/3 ม.10 ต. บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ 10540
Tel : 02-7625606-8, 086-3126054 Fax: 02-7625609
Email : naowarat@aoveng.com